เครื่องจักรอุตสาหกรรมแทบทุกตัวในโรงงานมีปุ่มฉุกเฉิน มีเซ็นเซอร์ประตูเซฟตี้ และมี light curtain ครบมือ แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริงแล้ว ระบบเหล่านี้จะหยุดเครื่องได้ “ทันเวลา” หรือไม่ คำถามนี้ไม่สามารถตอบด้วยการบอกว่า “ติดตั้งครบ” แต่ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเลข ซึ่งก็คือ Performance Level (PL) ตามมาตรฐาน ISO 13849-1 ที่กำลังกลายเป็นภาษากลางของงานความปลอดภัยเครื่องจักรทั่วโลก รวมถึงการเข้าถึงตลาดส่งออกของเครื่องจักรไทย
จาก Category 5 หมวดเดิม สู่ Performance Level 5 ระดับ
ยุคก่อนหน้านี้ วงจรความปลอดภัยถูกจำแนกด้วย Category B, 1, 2, 3 และ 4 ตามมาตรฐาน EN 954-1 เก่า ซึ่งอธิบายเพียงโครงสร้างวงจรว่าทนต่อความผิดพลาดอย่างไร แต่ไม่ได้บอกว่าระบบนั้น “ปลอดภัยแค่ไหน” ในเชิงตัวเลข ISO 13849-1 ฉบับปัจจุบันเปลี่ยนแนวคิดนี้ด้วยการกำหนด Performance Level ตั้งแต่ PL a ถึง PL e โดยวัดด้วยความน่าจะเป็นของการเกิด failure ต่อชั่วโมง (PFHd) ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยที่ 10 ยกกำลัง -5 ถึงระดับสูงสุด PL e ที่ต้องการค่าความน่าจะเป็นต่ำกว่า 0.57 x 10 ยกกำลัง -6 ต่อชั่วโมง พร้อมกันนั้นยังคงแนวคิด Category ไว้เป็นหนึ่งในปัจจัยการคำนวณ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป
หัวใจของการคำนวณคือแนวทาง Methode SISTEMA ที่พัฒนาโดย IFA (Institute for Occupational Safety and Health of the German Social Accident Insurance) ซึ่งรวบรวมค่า MTTFd (Mean Time To Dangerous Failure) ของอุปกรณ์แต่ละชนิด ค่า DCavg (Diagnostic Coverage) ของการตรวจสอบวงจร และ Category ที่เลือก มาคำนวณเป็น PL ของวงจรทั้งหมด ทำให้วิศวกรเห็นว่าต้องปรับที่จุดไหนจึงจะไต่ระดับ PL ได้

กำหนดจุดเริ่มต้นด้วย Risk Assessment: จาก S และ F และ P สู่ PLr
ก่อนจะคำนวณ PL ที่ทำได้จริง ต้องรู้ก่อนว่างานนั้นต้องการ PL สูงแค่ไหน หรือที่เรียกว่า PLr (Required Performance Level) ซึ่งพิจารณาจาก 3 ปัจจัย:
- S (Severity of injury): บาดเจ็บเล็กน้อย (S1) หรือรุนแรงถึงขาดอวัยวะหรือเสียชีวิต (S2)
- F (Frequency and exposure): ความถี่และระยะเวลาที่คนต้องเข้าใกล้จุดอันตราย หากันครั้งกลาง (F1) หรือบ่อยครั้ง/ต่อเนื่อง (F2)
- P (Possibility of avoiding): โอกาสหลบเลี่ยงอันตรายเมื่อเกิดเหตุ อาจหลบได้ (P1) หรือแทบหลบไม่ได้ (P2)
ตัวอย่างเช่น สายพานลำเลียงที่คนงานต้องเคลียร์ของติดขัดบ่อยครั้ง ใกล้จุดบีบอัดที่อาจดึงแขนเข้าไป จะได้ S2 + F2 + P2 ซึ่งต้องการ PLr = e สูงสุด ขณะที่ประตูเข้าพื้นที่ที่มีเครื่องจักรหมุนช้าและมีสัญญาณเตือนชัดเจน อาจได้เพียง PLr b หรือ c ก็พอ
ตารางเปรียบเทียบ: Category B-4 กับความหมายเชิงโครงสร้างวงจร
| Category | โครงสร้างวงจร | พฤติกรรมเมื่อเกิดความผิดพลาด | PL สูงสุดที่เป็นไปได้ |
|---|---|---|---|
| B | โครงสร้างพื้นฐาน ตรวจสอบไม่ได้ | ความผิดพลาดนำไปสู่การสูญเสียฟังก์ชันความปลอดภัย | PL a |
| 1 | เท่ากับ B แต่ใช้อุปกรณ์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (well-tried components) | เช่นเดียวกับ B แต่ความน่าจะเป็นเกิดน้อยกว่า | PL b ถึง c |
| 2 | ตรวจสอบได้ โดยตรวจเมื่อมีคำสั่งจากผู้ใช้หรือตามรอบเวลา | ความผิดพลาดถูกพบในรอบตรวจถัดไป ก่อนสูญเสียฟังก์ชัน | PL b ถึง d |
| 3 | Single fault tolerance ความผิดพลาดเดี่ยวไม่ทำให้สูญเสียฟังก์ชัน | ตรวจจับความผิดพลาดเดี่ยวส่วนใหญ่ได้ สะสมอาจสูญเสีย | PL c ถึง e |
| 4 | Single fault tolerance พร้อมตรวจจับความผิดพลาดเดี่ยวได้ครบ | ความผิดพลาดเดี่ยวถูกตรวจพบทันที ไม่สะสมเป็นอันตราย | PL e |
Case Study จากงานวิจัยไทย: ระบบลำเลียงคัดแยกอัตโนมัติ
งานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ปี 2026 โดยทีมวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมความปลอดภัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ศึกษา การออกแบบและประเมินระบบควบคุมความปลอดภัยเครื่องจักรตาม ISO 13849-1 โดยใช้กรณีศึกษาเป็นระบบลำเลียงคัดแยกอัตโนมัติ (automated sorting conveyor system) และสร้างแบบจำลอง 3 มิติช่วยการวิเคราะห์
งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นกระบวนการครบวงจร ตั้งแต่ทำ risk assessment แยกจุดอันตรายของสายพานลำเลียง กำหนด PLr ของแต่ละฟังก์ชันความปลอดภัย ไปจนถึงการเลือกโครงสร้างวงจรและอุปกรณ์ที่ทำให้พิสูจน์ PL ได้จริงตามเป้าหมาย ประเด็นสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานควรนำไปใช้คือ ค่า MTTFd ของอุปกรณ์แต่ละตัวไม่ได้มาจากการเดา แต่ต้องอ้างอิงข้อมูลจากผู้ผลิตหรือค่ามาตรฐานของ IFA และการต่อวงจรต้องเป็นไปตามที่คำนวณไว้จริง เพราะการเปลี่ยนจากคอนแทคเตอร์ธรรมดาเป็นแบบพ่วงมีรีเลย์ตรวจสอบ สามารถเปลี่ยน DCavg และผลลัพธ์ PL ทั้งวงจรได้

มุมมองของ Honey Corporation
ในมุมมองของทีมวิศวกรที่ Honey Corporation เรามองว่า ISO 13849-1 ไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมายสำหรับผู้ส่งออกเครื่องจักร แต่เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้โรงงานไทยออกแบบระบบอัตโนมัติได้ปลอดภัยขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อโรงงานเพิ่มหุ่นยนต์และระบบขนส่งอัตโนมัติเข้าไปในไลน์เดิมที่คนยังต้องทำงานร่วมกับเครื่องจักร การประเมิน PLr ของทุกฟังก์ชันความปลอดภัย ควบคู่กับการออกแบบวงจรและการเลือกอุปกรณ์ safety ให้ตรงกับระดับที่ต้องการ คือหนทางที่คุ้มค่ากว่าการลงทุนอุปกรณ์ระดับสูงสุดทุกจุดโดยไม่จำเป็น ทีมงานของเราพร้อมช่วยวิเคราะห์จุดอันตราย คำนวณ PL และออกแบบวงจรความปลอดภัยให้สอดคล้องกับทั้งความปลอดภัยของคนงานและความต่อเนื่องของการผลิต
Key Takeaways
- Performance Level แทนที่การคิดแบบ Category เดิม ระบบ PL a ถึง e วัดด้วยค่า PFHd ต่อชั่วโมง โดย PL e ต้องต่ำกว่า 0.57 x 10 ยกกำลัง -6 ซึ่งเข้มงวดกว่า Category 4 เดิมที่ไม่ได้วัดเป็นตัวเลข
- PLr มาจาก Risk Assessment ไม่ใช่การเลือกเอง ปัจจัย S (ความรุนแรง) F (ความถี่) และ P (โอกาสหลบเลี่ยง) กำหนดว่าฟังก์ชันความปลอดภัยนั้นต้องการระดับใด ก่อนจะเลือกอุปกรณ์ใดๆ
- MTTFd และ DCavg คือตัวแปรที่วิศวกรควบคุมได้ การเลือกอุปกรณ์ที่มีข้อมูล MTTFd ชัดเจนและออกแบบการตรวจสอบวงจรให้มี DCavg สูง ช่วยดัน PL ได้โดยไม่ต้องกระโดดไป Category 4 เสมอ
- งานวิจัยไทยปี 2026 พิสูจน์ว่าทำได้จริงในบริบทไทย กรณีศึกษาระบบลำเลียงคัดแยกอัตโนมัติของทีมรามคำแหง แสดงกระบวนการจาก risk assessment ถึงการพิสูจน์ PL ครบวงจร
- ความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้คือประโยชน์ทางธุรกิจ เครื่องจักรที่มีเอกสาร PL ครบถ้วนเข้าถึงตลาดส่งออกได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าและผู้ตรวจสอบ
Honey Corporation พร้อมให้คำปรึกษา
ทีมงานของเรามีความเชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัยเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ พร้อมสำรวจประเมินจุดอันตรายและออกแบบวงจรความปลอดภัยให้กับโรงงานของคุณ
โทร: 09-23242995 | อีเมล: support@honey.co.th
เว็บไซต์: www.honey.co.th
