Zero Trust Architecture สำหรับ OT/ICS: จาก Trust but Verify สู่ Never Trust Always Verify
แนวคิดดั้งเดิมในการรักษาความปลอดภัยระบบควบคุมอุตสาหกรรม (OT/ICS) คือการสร้าง "กำแพงหนา" รอบโรงงาน โดยเชื่อว่าทุกอย่างที่อยู่ภายในเครือข่ายเป็นสิ่งที่ไว้วางใจได้ แต่เมื่อภัยคุกคามไซเบอร์พัฒนาขึ้นจนสามารถทะลุผ่าน Perimeter ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แนวทางนี้ก็เริ่มล้าสมัย Zero Trust Architecture (ZTA) จึงเข้ามาแทนที่ด้วยหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: "Never Trust, Always Verify" Zero Trust คืออะไร? Zero Trust เป็นกรอบความปลอดภัยที่ไม่มอบความไว้วางใจให้กับผู้ใช้หรืออุปกรณ์ใดโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกเครือข่าย การเข้าถึงทรัพยากรทุกครั้งต้องผ่านการยืนยันตัวตน (Authentication) การอนุญาต (Authorization) และการตรวจสอบบริบทอย่างต่อเนื่อง สำหรับสภาพแวดล้อม OT ที่มีอุปกรณ์ Legacy เช่น PLC และ RTU ที่ไม่รองรับการยืนยันตัวตนแบบใหม่ Zero Trust จึงต้องปรับใช้ในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงต่างจาก IT อย่างมาก หลักการพื้นฐาน 3 ข้อของ Zero Trust Verify Explicitly: ยืนยันตัวตนด้วยหลายปัจจัย (MFA) ตรวจสอบสถานะอุปกรณ์ และบริบทการเชื่อมต่อทุกครั้งก่อนอนุญาต Least Privilege Access: มอบสิทธิ์เข้าถึงขั้นต่ำที่จำเป็นเท่านั้น ใช้ Just-In-Time (JIT) และ Just-Enough-Access (JEA) เพื่อจำกัดเวลาและขอบเขตการเข้าถึง Assume Breach: ออกแบบระบบโดยสมมติว่ามีผู้บุกรุกอยู่ในเครือข่ายแล้ว แบ่งเครือข่ายเป็นส่วนย่อย (Micro-segmentation) เพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ในแนวข้าง (Lateral Movement) การประยุกต์ใช้ Zero Trust กับ Purdue Model Purdue Enterprise Reference Architecture (PERA) แบ่งเครือข่ายโรงงานเป็นชั้นต่างๆ ตั้งแต่ Level 0 (Field Devices) ถึง Level 5 (Enterprise Network) Zero Trust สามารถซ้อนทับบนโมเดลนี้ได้โดยการเพิ่มการควบคุมการเข้าถึงระดับ Zone และ Conduit แต่ละชั้น ชั้น Purdue อุปกรณ์ มาตรการ Zero Trust L0-L2 (Cell/Area) PLC, Sensor, Drive Network Segmentation, Protocol Filtering L3 (Site Operations) SCADA, HMI, Historian Identity-Based Access, MFA, Session Recording…









