Cold Chain Management ด้วย IoT: ระบบติดตามอุณหภูมิอัจฉริยะสำหรับ Supply Chain อุตสาหกรรมอาหารและยา

Article
Cold Chain Management ด้วย IoT: ระบบติดตามอุณหภูมิอัจฉริยะสำหรับ Supply Chain อุตสาหกรรมอาหารและยา ในอุตสาหกรรมอาหาร เภสัชกรรม และเวชภัณฑ์ Cold Chain คือเส้นเลือดใหญ่ที่คงความสด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ตลอดทุกจุดใน Supply Chain ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงมือผู้บริโภค การที่ Temperature Excursion (อุณหภูมิเบี่ยงเบนจากเกณฑ์) เพียง 2-3 องศาเซลเซียสในช่วงเวลาสั้นๆ ก็สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์เสียหายทั้ง Batch ได้ สร้างความเสียหายหลายล้านบาท Cold Chain คืออะไร? ทำไมสำคัญต่ออุตสาหกรรมไทย Cold Chain คือระบบโลจิสติกส์ที่ควบคุมอุณหภูมิตลอด Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุม 4 ช่วงหลัก: Storage: Cold Room, Freezer Warehouse, Blast Freezer — อุณหภูมิ -25°C ถึง +8°C ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ Processing: Production Line ที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น ห้องผสมยา (Clean Room 20±2°C), สายผลิตอาหารแช่เย็น (≤4°C) Transportation: Reefer Truck, Refrigerated Container ที่ต้องรักษาช่วงอุณหภูมิตลอดเส้นทาง Last Mile: Display Cabinet, Vending Machine แช่เย็น, จุดจ่ายยา — จุดที่มักเกิด Temperature Excursion มากที่สุด สำหรับประเทศไทยที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 28-35°C ตลอดปี การรักษา Cold Chain มีความท้าทายสูงมาก ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า การขนส่งวัคซีนในประเทศไทยมีอัตรา Temperature Excursion สูงถึง 15-30% ในบางเส้นทาง IoT Technology Stack สำหรับ Cold Chain Monitoring เทคโนโลยี IoT ที่ใช้ใน Cold Chain ต้องทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ทั้งอุณหภูมิต่ำ -25°C ความชื้นสูง และการสั่นสะเทือนระหว่างขนส่ง: Component สเปคการทำงาน ใช้ในช่วงไหน Temperature Data Logger Accuracy ±0.3°C, Range…
Read More

ISO 50001 Energy Management System สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม: มาตรฐานจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบด้วย IoT Monitoring

Article
ISO 50001 Energy Management System สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม: มาตรฐานจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบด้วย IoT Monitoring ในยุคที่ราคาพลังงานผันผวนและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ การจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบไม่ใช่แค่ตัวเลือกแต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่ง ISO 50001 คือมาตรฐานสากลที่ให้กรอบการทำงานเชิงระบบ (Systematic Framework) เพื่อจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อผสานกับเทคโนโลยี IoT Monitoring การทำ EnMS ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ISO 50001 คืออะไร? ทำไมโรงงานต้องสนใจ ISO 50001 เป็นมาตรฐานสากลที่พัฒนาโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) กำหนดข้อกำหนดสำหรับระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System — EnMS) โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือให้องค์กรสามารถปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องผ่าน วงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) มาตรฐานนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ตั้งแต่โรงงานขนาดเล็กไปจนถึงกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีจุดเน้นที่การลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน โครงสร้าง ISO 50001: วงจร PDCA เชิงพลังงาน ขั้นตอน กิจกรรมหลัก เครื่องมือ IoT ที่สนับสนุน Plan Energy Review, ตั้งเป้าหมาย Baseline, วางแผนปรับปรุง IoT Data Logger, Smart Meter, Historical Data Analytics Do ติดตั้งมาตรการประหยัดพลังงาน, ปรับพารามิเตอร์เครื่องจักร VFD Control, Smart Thermostat, Automated Scheduling Check Monitor & Measure, เปรียบเทียบกับ Baseline, Audit Real-time Dashboard, Energy KPI Monitoring, Alert System Act Review ผล, ปรับปรุงเป้าหมาย, ขยายขอบเขต Predictive Analytics, AI Recommendation, Report Generation IoT Monitoring: เทคโนโลยีเสริมที่ทำให้ ISO 50001 ใช้งานได้จริง หนึ่งในความท้าทายหลักของการทำ EnMS คือการเก็บข้อมูลพลังงานที่ถูกต้องและครบถ้วน ในอดีตต้องพึ่งการอ่านมิเตอร์ด้วยมือซึ่งช้าและมีโอกาสผิดพลาดสูง แต่ด้วยเทคโนโลยี IoT ทุกอย่างเปลี่ยนไป Smart Energy Meter: วัดการใช้ไฟฟ้าแบบ Real-time ความแม่นยำ ±0.5% ส่งข้อมูลทุก 1-15 นาที รองรับ 3-Phase…
Read More
Energy Harvesting สำหรับ IIoT Sensor: เทคโนโลยีเก็บพลังงานจากสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนเซ็นเซอร์ไร้สาย

Energy Harvesting สำหรับ IIoT Sensor: เทคโนโลยีเก็บพลังงานจากสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนเซ็นเซอร์ไร้สาย

Article
Energy Harvesting คืออะไร? จากพลังงานสิ่งแวดล้อมสู่เซ็นเซอร์ IoT ไร้สาย Energy Harvesting (หรือ Energy Scavenging) คือเทคโนโลยี เก็บพลังงานจากสิ่งแวดล้อม เช่น ความร้อน, แสงสว่าง, การสั่นสะเทือน, คลื่นวิทยุ มาแปลงเป็นไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT ขนาดเล็ก โดยไม่ต้องพึ่งพาแบตเตอรี่หรือสายไฟ ในบริบทของ IIoT ภาคอุตสาหกรรม การติดตั้งเซ็นเซอร์หลายร้อยหลายพันจุดบนเครื่องจักร ท่อ, ถังเก็บ, โครงสร้าง มักเจอปัญหา "ยากที่จะดึงสายไฟไปถึง" หรือ "เปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่ไหว" Energy Harvesting จึงเป็นคำตอบที่ทำให้เซ็นเซอร์เหล่านี้ Self-Powered ทำงานได้นานหลายปีโดยไม่ต้องดูแล ⚡ พลังงานที่เก็บได้จากสิ่งแวด้อม: ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป พลังงานจากความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat) มีมากถึง 20–50% ของพลังงานที่ป้อนเข้า หากเก็บเพียงส่วนเล็กน้อยก็เพียงพอขับเคลื่อนเซ็นเซอร์ IIoT หลายพันตัว แหล่งพลังงาน 4 ประเภทที่เก็บได้ในโรงงาน 1. Thermal Energy (พลังงานความร้อน) ใช้ Thermoelectric Generator (TEG) ทำงานตามหลัก Seebeck Effect — เมื่อมีความต่างอุณหภูมิระหว่างสองด้านของวัสดุเพียง 10–30°C ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 10–500 μW/cm² ในโรงงานพบ Heat Source ได้ทั่วไป: ท่อไอน้ำ (150–300°C), เตาอบ (200–500°C), Motor Housing (60–90°C) 2. Vibration Energy (พลังงานการสั่นสะเทือน) ใช้ Piezoelectric Harvester แปลงการสั่นของเครื่องจักรเป็นไฟฟ้า เครื่องจักรอุตสาหกรรมส่วนใหญ่สั่นที่ 50–200 Hz ด้วย Acceleration 0.1–1.0 g ซึ่งเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าได้ 50–500 μW ต่อ Harvester หนึ่งตัว เหมาะสำหรับติดบน Motor, Pump, Compressor, CNC Machine 3. Solar/Light Energy (พลังงานแสง) ใช้ Miniature Solar Cell หรือ Indoor Photovoltaic Cell ขนาดเล็ก แม้ในโรงงานที่มีแสงจากหลอดไฟ LED หรือ Fluorescent เพียง 200–500 lux ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 5–20…
Read More
Smart Flow Meter ในยุค Industrial IoT: เทคโนโลยีวัดการไหลอัจฉริยะที่ขับเคลื่อน Smart Factory

Smart Flow Meter ในยุค Industrial IoT: เทคโนโลยีวัดการไหลอัจฉริยะที่ขับเคลื่อน Smart Factory

Article
Smart Flow Meter ในยุค Industrial IoT: จากเครื่องวัดธรรมดาสู่อุปกรณ์อัจฉริยะเชื่อมต่อได้ ในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม Flow Meter หรือเครื่องวัดอัตราการไหล เป็นหนึ่งในเครื่องมือวัด (Instrumentation) ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการวัดการไหลของน้ำ ก๊าซ ไอน้ำ น้ำมัน หรือสารเคมี จากข้อมูลของ MarketsandMarkets ปี 2025 ตลาด Flow Meter ทั่วโลกมีมูลค่า 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะถึง 12.4 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ประเภทของ Flow Meter ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ประเภท หลักการ ของเหลว/ก๊าซ ความแม่นยำ ใช้มากใน Electromagnetic Faraday's Law ของเหลวนำไฟฟ้า ±0.2–0.5% ควบคุมกระบวนการ, น้ำเสีย Coriolis Coriolis Effect ของเหลว + ก๊าซ ±0.05–0.1% ปิโตรเคมี, อาหาร, ยา Ultrasonic Transit Time / Doppler ของเหลว + ก๊าซ ±0.5–1.0% น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ, HVAC Vortex Von Kármán Effect ของเหลว + ก๊าซ + ไอน้ำ ±0.75–1.5% ไอน้ำ, ก๊าซอัด Thermal Mass Heat Transfer ก๊าซ ±1.0–1.5% ก๊าซธรรมชาติ, Argon, Compressed Air Differential Pressure (DP) Bernoulli's Principle ของเหลว + ก๊าซ + ไอน้ำ ±1.0–2.0% 通用 — ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม Smart Flow Meter แตกต่างจาก Flow Meter แบบดั้งเดิมอย่างไร? Smart Flow Meter ในยุค IIoT ไม่ได้วัดแค่อัตราการไหลอย่างเดียว แต่มาพร้อมความสามารถที่เหนือกว่า: Multi-Variable Measurement: วัด Flow Rate, Temperature, Pressure, Density พร้อมกันในตัวเดียว…
Read More
Time-Series Database สำหรับอุตสาหกรรม: InfluxDB vs TimescaleDB vs Prometheus — เลือกอย่างไรให้โรงงาน Smart Factory

Time-Series Database สำหรับอุตสาหกรรม: InfluxDB vs TimescaleDB vs Prometheus — เลือกอย่างไรให้โรงงาน Smart Factory

Article
ทำไมโรงงานอุตสาหกรรมต้องใช้ Time-Series Database? ในโรงงานอุตสาหกรรมยุค Industry 4.0 เซ็นเซอร์ IoT หลายพันตัวส่งข้อมูลทุกวินาที — อุณหภูมิ, ความดัน, การสั่นสะเทือน, กระแสไฟฟ้า, รอบการหมุนของมอเตอร์ ข้อมูลเหล่านี้มีลักษณะพิเศษคือ มีการเวลา (Timestamp) ติดมาด้วยเสมอ และต้องเขียนเร็ว อ่านเป็นช่วงเวลา ซึ่ง Relational Database ทั่วไปอย่าง MySQL หรือ PostgreSQL ไม่ได้ถูกออกแบบมาจัดการข้อมูลลักษณะนี้โดยเฉพาะ Time-Series Database (TSDB) คือฐานข้อมูลที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดเก็บและ Query ข้อมูลที่มี Timestamp เป็นหลัก โดยเฉพาะข้อมูลจากเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT ในโรงงาน ซึ่งมีปริมาณมหาศาลและต้องการ Latency ต่ำ 💡 สถิติสำคัญ: โรงงานอัจฉริยะขนาดกลาง (500-1,000 เซ็นเซอร์) สร้างข้อมูลประมาณ 1-5 GB/วัน หรือ 300 GB-1.8 TB/ปี — นี่คือเหตุผลที่ TSDB จำเป็นอย่างยิ่ง 3 ตัวเลือกยอดนิยมสำหรับโรงงาน 1. InfluxDB — ออกแบบมาเพื่อ IoT โดยเฉพาะ InfluxDB พัฒนาโดย InfluxData เป็น TSDB แบบ Open-Source ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการ IoT ใช้ภาษา Flux ในการ Query และมีระบบ TSM (Time Structured Merge Tree) Engine ที่รองรับการเขียนข้อมูลความเร็วสูง จุดเด่น: ติดตั้งง่าย, มี Telegraf Collector พร้อม 400+ Input Plugin, มี Dashboard (Grafana หรือ Chronograf) ในตัว เหมาะกับ: Monitoring, Alerting, Predictive Maintenance ที่ต้อง Query ข้อมูลย้อนหลังระดับนาที License: Open Source (MIT) + Enterprise/Cloud Performance: เขียนได้ >500,000 points/วินาที บนฮาร์ดแวร์ทั่วไป 2. TimescaleDB — PostgreSQL Extension สำหรับ Time-Series TimescaleDB…
Read More
LiDAR ในอุตสาหกรรม: เทคโนโลยี 3D Scanning ที่เปลี่ยนโรงงานอัจฉริยะยุคใหม่

LiDAR ในอุตสาหกรรม: เทคโนโลยี 3D Scanning ที่เปลี่ยนโรงงานอัจฉริยะยุคใหม่

Article
LiDAR คืออะไร? เทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิธีมองโลกอุตสาหกรรม LiDAR (Light Detection and Ranging) คือเทคโนโลยีการวัดระยะทางด้วยแสงเลเซอร์ โดยปล่อยพัลส์แสงออกไปและวัดเวลาที่แสงสะท้อนกลับมา เพื่อสร้างแผนที่ 3D Point Cloud ของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ด้วยความละเอียดระดับเซนติเมตร ถึงมิลลิเมตร ในปี 2025 ตลาด LiDAR อุตสาหกรรมมีมูลค่ากว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตในอัตรา CAGR 18.5% จนถึงปี 2030 โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตและลอจิสติกส์เป็นกลุ่มที่นำ LiDAR ไปใช้งานมากที่สุด ประเภทของ LiDAR ที่ใช้ในอุตสาหกรรม LiDAR แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามหลักการทำงาน แต่ละแบบเหมาะกับงานที่แตกต่างกัน: ประเภท LiDAR Range Resolution Frame Rate การใช้งานหลัก Mechanical Spinning 100-300m สูง (0.1°) 10-20 Hz การทำแผนที่ 3D, Outdoor Navigation Solid-State 20-200m กลาง-สูง 20-30 Hz AGV/AMR, ADAS, ในโรงงาน Flash LiDAR 10-100m สูงมาก 30-60 Hz Collision Avoidance, QC Inspection FMCW LiDAR 200-300m+ สูง + Doppler 10-30 Hz ความเร็วสูง, วัดความเร็ววัตถุ กรณีศึกษา: LiDAR ในโรงงานจริง 1. AGV/AMR Navigation ในโกดังอัตโนมัติ บริษัท Bosch ใช้ LiDAR Solid-State บน AMR กว่า 200 คันในโกดังประเทศเยอรมนี ระบบสามารถนำทางได้แม่นยำระดับ ±2cm โดยไม่ต้องใช้ magnetic strip หรือ QR code บนพื้น ลดต้นทุนการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานได้ถึง 60% 2. Quality Inspection ด้วย 3D Point Cloud ในอุตสาหกรรมยานยนต์ BMW ใช้ LiDAR ความละเอียดสูงตรวจสอบชิ้นส่วน Body Panel หลังการพิมพ์ ระบบสามารถตรวจจับรอยบุ๋ม (dent)…
Read More
เปลี่ยนค่าไฟเป็นกำไร: Smart Energy Management System (EMS) ช่วยโรงงานลดต้นทุนได้อย่างไร?

เปลี่ยนค่าไฟเป็นกำไร: Smart Energy Management System (EMS) ช่วยโรงงานลดต้นทุนได้อย่างไร?

Article
ทำไมต้องสนใจเรื่องนี้? ค่าไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ก้อนโตที่ทุกโรงงานต้องแบกรับ แต่คุณรู้หรือไม่ว่ากว่า 15-20% ของพลังงานที่ใช้ไป อาจเป็นการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์?! ในปัจจุบัน ค่าไฟฟ้าพลังงานอาจลดลงได้ 5-15% โดยไม่ต้องลดการผลิต เพียงแค่ต้องรู้ว่าพลังงานถูกใช้ไปอย่างไร และสามารถจัดสรรการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมเพื่อลดต้นทุนในการผลิต วันนี้เล่าให้ฟังว่า Smart Energy Management System (EMS) ทำอย่างไรถึงช่วยให้โรงงานประหยัดค่าไฟได้จริง EMS คืออะไร? EMS (Energy Management System) คือระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ที่ทำงานร่วมกับ Smart Meter ผ่านเครือข่าย IoT (เช่น NB-IoT หรือ LoRaWAN) เพื่อเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าแบบ Real-time รายนาที ไม่ต้องรอใบแจ้งหนี้สิ้นเดือน EMS ที่ดีจะรวบรวมข้อมูลจากทุกจุดในโรงงาน เพื่อความเข้าใจใน Demand Charge (ค่าไฟตามกำลังการใช้สูงสุดในช่วงเวลาหนึ่ง) ได้อย่างแม่นยำ นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้โรงงานสามารถประหยัดได้จริง EMS ช่วยคุณประหยัดเงินได้อย่างไร? Peak Load Management: ระบบจะเตือนเมื่อการใช้ไฟใกล้ถึงเพดาน (Peak) เพื่อให้คุณบริหารจัดการเครื่องจักร ลดค่า Demand Charge ที่สูงลิบ Anomaly Detection: ตรวจพบเครื่องจักรที่กินไฟผิดปกติ (เช่น มอเตอร์เสื่อมสภาพ) ก่อนที่จะพังเสียหาย Cost Allocation: แยกต้นทุนค่าไฟตามไลน์การผลิตได้แม่นยำ ไม่ต้องหารเฉลี่ยแบบเดิมๆ การจัดสรรพลังงานแบบละเอียด: รู้ว่าใช้ไฟเพื่อส่วนใด และสามารถจัดสรรกำลังการผลิตได้อย่างเหมาะสม การทำนโยบายต่างๆ และ ESG: ข้อมูลการใช้ไฟที่แม่นยำเพื่อนำไปวางแผนนโยบายต่างๆ และรายงานความยั่งยืนขององค์กร Demand Charge คืออะไร ทำไมสำคัญ? นอกจากค่าพลังงานไฟฟ้าตามปริมาณการใช้ (kWh) แล้ว การไฟฟ้ายังคิด Demand Charge จากกำลังการใช้สูงสุดในช่วงเวลาหนึ่ง (kW) ซึ่งอาจคิดเป็น 30-50% ของค่าไฟรวม หากโรงงานไม่มีระบบติดตาม เพียงแค่เปิดเครื่องจักรพร้อมกันในช่วงเช้า ก็อาจทำให้ Demand พุ่งสูงเกินจำเป็นได้ EMS ช่วยให้เห็น Real-time Demand และสามารถ Stagger เครื่องจักรเพื่อไม่ให้เกิด Peak ร่วมกัน ลด Demand Charge ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ในโรงงานจริง ยกตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตพลาสติกที่มีค่า Demand Charge สูง เมื่อติดตั้ง EMS พบว่า: เครื่องฉีดพลาสติก 8 เครื่องถูกเปิดพร้อมกันทุกเช้า 07:00 ทำให้ Demand พุ่งถึง 450…
Read More
เจาะลึกเทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่ (NB-IoT / LoRaWAN / Sigfox): เลือกอย่างไรให้เหมาะกับโปรเจกต์ IoT ของคุณ

เจาะลึกเทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่ (NB-IoT / LoRaWAN / Sigfox): เลือกอย่างไรให้เหมาะกับโปรเจกต์ IoT ของคุณ

Article
ทำไมต้องสนใจเรื่องนี้? โปรเจกต์ IoT จะ "ปัง" หรือ "พัง" มักเริ่มต้นที่การเลือก "วิธีการสื่อสาร" ครับ หากเลือกผิด ชีวิตเปลี่ยนทันที! เพราะเทคโนโลยีที่เหมาะกับฟาร์มอัจฉริยะอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และระบบวัดน้ำประปาก็ไม่ควรใช้ LoRaWAN ในทุกกรณี วันนี้เราจะพาทุกท่านเจาะลึก 3 เทคโนโลยี LPWAN (Low Power Wide Area Network) ยอดฮิต พร้อมตารางเปรียบเทียบและแนวทางการเลือกที่ชัดเจน เปรียบเทียบภาพรวม 3 เทคโนโลยี LPWAN เกณฑ์ NB-IoT LoRaWAN Sigfox ความถี่ใช้งาน 1800 MHz (เครือข่ายมือถือ) 923 MHz (Unlicensed) 923 MHz (Unlicensed) ระยะส่งข้อมูล ไม่จำกัด (ใช้เครือข่ายมือถือ) 2-15 กม. (ที่โล่ง) 3-12 กม. (ที่โล่ง) ความเร็วส่งข้อมูล สูง (Up to 250 kbps) ปานกลาง (0.3-50 kbps) ต่ำ (100 bps) อายุแบตเตอรี่ 5-10 ปี 10+ ปี 10-15 ปี ค่าใช้จ่าย ค่าบริการ SIM (ต่อปี) ซื้อ Gateway ครั้งเดียว + ค่าบริการ ค่าบริการตามจำนวนข้อความ ต้อง Gateway ของตัวเอง ❌ ไม่ต้อง ✅ ต้องการ ❌ ไม่ต้อง Penetration (ทะลุวัสดุ) ✅ ดีเยี่ยม ✅ ดีมาก ดี 1. NB-IoT (Narrowband IoT) หลักการทำงาน NB-IoT เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาบนโครงสร้างเครือข่ายมือถือที่มีอยู่เดิม ออกแบบมาเพื่อ IoT โดยเฉพาะ ส่งข้อมูลน้อยๆ แต่ความเสถียรสูงมาก จุดเด่น ใช้เสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่แล้ว (AIS, True, DTAC) สัญญาณทะลุทะลวงดีมาก แม้แต่ในท่อระบายน้ำหรือชั้นใต้ดิน เสถียรภาพสูง เครือข่ายมือถือมี SLA ที่ชัดเจน รองรับ Firmware Update ผ่าน OTA ได้ ข้อจำกัด ต้องจ่ายค่าบริการ…
Read More
ทุ่นเก็บข้อมูลทางทะเล #PTTEP

ทุ่นเก็บข้อมูลทางทะเล #PTTEP

Portfolio
ทุ่นเก็บข้อมูลทางทะเล #PTTEP ทางบริษัทฯ รับผิดชอบในส่วนของการติดตั้งอุปกรณ์ IoT เพื่อใช้ในการส่งข้อมูล ติดตั้ง Sensor เก็บข้อมูลการใช้พลังงาน โดยพลังงานได้จากการ solar cell และ wave generator นอกจากนี้ยังมีภาพจากกล้อง ข้อมูลการเคลื่อนที่ของทุ่นทั้ง GPS และ GYRO ทีมงานคุณภาพโดย ทีม ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ IoT ทีม ออกแบบ และผลิตโครงสร้าง
Read More