VR Ergonomic Risk Assessment: วิเคราะห์ท่าทางการทำงานด้วย REBA/RULA และ Digital Human Modeling
ทำไม Ergonomics กลายเป็นงานวิศวกรรมที่ "วัดผลได้" ในยุคดิจิทัล ด้าน Ergonomics หรือ Human Factors Engineering เคยถูกมองเป็นเรื่อง "นามธรรม" ของโรงงานมานาน วิศวกรส่วนใหญ่รู้ว่าท่าทางการทำงานที่ผิดธรรมชาติคือต้นเหตุของการบาดเจ็บสะสม แต่การจะพิสูจน์ให้ฝ่ายบริหารเห็นตัวเลขที่ชัดเจนกลับทำได้ยาก นับตั้งแต่เครื่องมือประเมินเชิงสังเกตการณ์ (Observational Tools) อย่าง REBA (Rapid Entire Body Assessment) ที่เผยแพร่โดย Dr. Sue Hignett และ Dr. Lynn McAtamney ในวารสาร Applied Ergonomics เมื่อปี 1998 และ RULA (Rapid Upper Limb Assessment) ของ Dr. Lynn McAtamney และ Prof. E. Nigel Corlett ปี 1993 ปัญหานี้เริ่มมีทางออก เพราะเครื่องมือทั้งสองเปลี่ยน "ท่าทาง" ให้กลายเป็น "คะแนนความเสี่ยง" ที่บริหารจัดการได้ ปัญหาเดิมของวิธีสังเกตการณ์คือการนั่งจับอิริยาบถจากวิดีโอแล้วให้คะแนนทีละเฟรม ซึ่งใช้เวลามหาศาลและขึ้นกับวิจารณญาณของผู้ประเมิน VR ทำให้เรื่องนี้เปลี่ยนไป ชุดหูฟัง XR สมัยใหม่บันทึกตำแหน่งหัวและคอนโทรลเลอร์ด้วยระบบ Inside-out Tracking ที่ความถี่ 72-120 Hz ร่วมกับ Inertial Measurement Unit (IMU) ในตัวอุปกรณ์ ทำให้ได้ข้อมูลมุมข้อต่อที่ต่อเนื่องตลอดการทำงาน ไม่ใช่แค่ภาพนิ่ง 3-5 ภาพต่อรอบการประเมินแบบเดิม ชุด Motion Capture สำหรับบันทึกการเคลื่อนไหว ต้นทางของข้อมูลมุมข้อต่อที่ป้อนเข้าสู่การคำนวณ REBA/RULA อัตโนมัติ (ภาพ: Wikimedia Commons) จากท่าทางสู่ตัวเลข: กลไกการให้คะแนนของ REBA และ RULA เพื่อให้เห็นภาพว่า VR เปลี่ยนการประเมินให้เร็วขึ้นอย่างไร เราต้องเข้าใจกลไกใต้ปีกเครื่องมือสองตัวนี้ก่อน REBA จะแบ่งร่างกายเป็น 2 กลุ่ม กลุ่ม A ประกอบด้วย ลำตัว คอ และขา ส่วนกลุ่ม B คือ ต้นแขน ปลายแขน และข้อมือ แต่ละส่วนถูกให้คะแนนตามมุมที่วัดได้ เช่น ลำตัวเอนมากกว่า 60 องศาได้คะแนนมากกว่าการเอนเพียง 20 องศา จากนั้นนำมารวมกับตัวคูณเพิ่ม (Coupling Score) และน้ำหนักที่ยก ก่อนออกมาเป็นคะแนนรวม…









