Fog Computing: สถาปัตยกรรมชั้นไว้ผลานระหว่าง Edge และ Cloud ตามมาตรฐาน IEEE 1934.1 สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
Fog Computing คืออะไร? และต่างจาก Edge Computing อย่างไร? เมื่อพูดถึงการประมวลผลข้อมูลใกล้อุปกรณ์ เรามักได้ยินคำว่า Edge Computing และ Fog Computing สลับกันไปมา แม้ทั้งสองจะมีเป้าหมายร่วมคือการลดหน่วงเวลาและลดปริมาณข้อมูลที่ส่งขึ้นคลาวด์ แต่ Fog Computing มีนิยามที่กว้างกว่าและเน้นการสร้าง ชั้นไว้ผลาน (Middleware Layer) ที่ทำหน้าที่คล้ายหมอกควันคลุมอยู่ระหว่างอุปกรณ์ปลายทาง (Things) กับคลาวด์ — นี่คือที่มาของชื่อ "Fog" แนวคิดนี้ถูกเสนอครั้งแรกโดย บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายรายใหญ่ ในปี 2012 และภายหลังกลายเป็นมาตรฐานสากลผ่าน OpenFog Consortium ซึ่งรวมเข้ากับ IEEE ในปี 2019 จนออกเป็นมาตรฐาน IEEE 1934.1 ที่กำหนด Reference Architecture สำหรับ Fog Computing อย่างเป็นทางการ ตารางเปรียบเทียบ: Cloud vs Fog vs Edge Computing เกณฑ์เปรียบเทียบ Cloud Computing Fog Computing Edge Computing ตำแหน่งในเครือข่ายศูนย์กลางไกลชั้นกลาง (LAN/MAN)ติดอุปกรณ์ปลายทาง หน่วงเวลา30–100 ms1–20 ms<5 ms ขนาดการประมวลผลใหญ่มากปานกลาง–ใหญ่เล็ก การกระจายทางภูมิศาสตร์รวมศูนย์กระจายกระจายมาก ผู้ควบคุมโดยทั่วไปผู้ให้บริการคลาวด์ผู้ใช้/ผู้ให้บริการผู้ใช้ ตัวอย่างโหนดData CenterRouter/Gateway มีพลังPLC, IPC สถาปัตยกรรมแบบชั้นของ Fog Computing มาตรฐาน IEEE 1934.1 นิยามสถาปัตยกรรม Fog แบบชั้น (Hierarchical) โดยข้อมูลไหลจาก Things Layer สู่ Fog Node Layer และสุดท้ายถึง Cloud Layer แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกัน: Things Layer: เซ็นเซอร์, แอคทูเอเตอร์, PLC ที่สร้างข้อมูลดิบด้วยอัตราสูง (เช่น เซ็นเซอร์สั่นสะเทือนสุ่มตัวอย่าง 25.6 kHz) Fog Node Layer (ปานกลาง): เราเตอร์, Gateway, Industrial PC ที่มีพลังประมวลผล ทำหน้าที่กรอง, รวบยอด, และวิเคราะห์ข้อมูลก่อนส่งต่อ Fog Node Layer (ปลาย): โหนดที่อยู่ใกล้อุปกรณ์ที่สุด ตอบสนองภายในมิลลิวินาทีเพื่อควบคุมเรียลไทม์ Cloud Layer: ทำ Machine…









